การส่งออกผักผลไม้ไทยไปต่างแดน

 

สำหรับผักและผลไม้สดของไทยนั้น ก็ถืออีกหนึ่งประเภทสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยุโรปเมื่อปี 2553 โดยการส่งออกผักผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง มีมูลค่ารวมถึง 1,763.3 ล้านบาท และเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหาร การส่งออกผักผลไม้ไป EU ก็จะต้องได้มาตรฐานและมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวด แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลักๆ ได้แก่ ด้านสุขอนามัย คือ การตรวจสอบสารตกค้างที่จะต้องไม่มีสารเคมีหลงเหลืออยู่ในผักผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีปลอมปนอื่นๆ และการตรวจสอบเชื้อจุลินทรีย์ว่าจะต้องไม่มีเชื้อโรคปลอมปน เช่น เชื้อซัลโมแนลลา และเชื้ออีโคไล อีกด้านหนึ่งคือ ด้านสุขอนามัยพืชที่จะต้องตรวจสอบว่าผักผลไม้ต้องปราศจากศัตรูพืช

กรณีผักผลไม้ถูกตรวจพบปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

                หากผักและผลไม้ไปถึงด่านนำเข้าในประเทศสมาชิก EU แล้ว พบปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชจากการสุ่มตรวจก็จะถูกห้ามนำเข้า บางกรณีถูกทำลายทิ้ง หากเป็นปัญหาด้านสุขอนามัยจะโดนประกาศแจ้งเตือนในระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิก EU ทั้งหมด 27 ประเทศ ซึ่งเรียกกันว่า ระบบแจ้งเตือนเร่งด่วนสำหรับอาหารและอาหารสัตว์

                ในแต่ละปี หน่วยงานของยุโรปจะจัดทำรายงานสรุปออกมาโดยละเอียดว่าพบปัญหาเรื่องใดบ้าง เป็นสินค้าที่ส่งออกมาจากประเทศไหน และประเทศใดในยุโรปที่เป็นผู้ตรวจพบปัญหา โดยจะเป็นข้อมูลที่ทำให้ประเมินความเสี่ยงได้ต่อไปว่าสินค้าประเภทไหนจากประเทศใดที่ควรจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากพบปัญหาบ่อยครั้ง 
บางกรณีอาจมีสินค้าผักผลไม้ที่มีปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชหลุดรอดจากการถูกสุ่มตรวจเข้าไปจำหน่ายในร้านค้าของประเทศสมาชิก EU แต่ก็อาจถูกตรวจพบในกระบวนการสุ่มตรวจตามท้องตลาดได้อีก ซึ่งสินค้าก็จะถูกถอนออกจากร้านค้าแห่งนั้น

ความท้าทายของผักผลไม้ไทย

             การทำให้ผักผลไม้ปลอดจากปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก การทำความสะอาดพืชเพื่อบรรจุใส่หีบห่อ และการตรวจสอบ ความสะอาด (ปลอดสารเคมี เชื้อจุลินทรีย์ และแมลงศัตรูพืช) เพื่อเตรียมส่งออกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แต่หากส่งออกได้ ก็จะได้ราคาดีมาก เนื่องจากราคาผักผลไม้ไทยในต่างประเทศทุกประเภทล้วนอยู่ในหมวดสินค้าราคาแพง

              จุดเด่นของผักไทย โดยเฉพาะกะเพราและโหระพา มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ในปัจจุบัน มีความพยายามที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์พืชของไทยเพื่อไปเพาะในเรือนกระจกภายใน EU เช่น ในเนเธอร์แลนด์เริ่มมีการผลิตและจำหน่ายโหระพาและสะระแหน่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียวก็คงเป็นเรื่องกลิ่นนี่เอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะนิ่งนอนใจ เพราะวิทยาการสมัยนี้สามารถใช้พัฒนาในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเรื่องการเพาะปลูกพืชด้วยเช่นกัน
 
            ขณะเดียวกัน ก็อาจมีประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียหรือแอฟริกาเหนือพยายามผลิตผักผลไม้ประเภทเดียวกับไทยเพื่อส่งออกไป EU เป็นคู่แข่งของไทยด้วย ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเพาะปลูกพืชให้ได้มาตรฐานส่งออก

          หน่วยงานของไทยที่สามารถให้ความรู้ในเรื่องนี้ได้ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานควบคุมมาตรฐานสินค้าพืชในไทย รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่ออกใบรับรองประกอบการส่งออกด้วย โดยทางกรมวิชาการเกษตรเองก็ได้พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรให้เพาะปลูกพืชตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice หรือ GAP) มาตลอด ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในทุกขั้นตอนการผลิตที่ดำเนินการในระดับเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภคตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือมาตรฐานสากล

 วิธีการปลูกพืชตามหลักการ GAP 8 ข้อ ในคู่มือของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้แก่

(1) ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสะอาด
(2) ปลูกในพื้นที่ที่ดี ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารพิษในดิน
(3) ใช้และเก็บปุ๋ย/สารเคมีอย่างถูกต้อง
(4) ผลิตตามแผนควบคุมคุณภาพสำหรับพืชแต่ละชนิด
(5) สำรวจศัตรูพืช ป้องกัน และกำจัดอย่างถูกต้อง
(6) เก็บเกี่ยวผลผลิตถูกเวลา ถูกวิธี 
(7) ขนย้ายและเก็บรักษาผลผลิตอย่างสะอาดและปลอดภัย
(8) จดบันทึกทุกขั้นตอน

            เกษตรกรที่สนใจจะขอรับการรับรองการปลูกพืชตามระบบ GAP สามารถสมัครได้ที่ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าวในพื้นที่ โดยจะได้รับคำแนะนำ  และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อจะได้ใบรับรองต่อไป

           ข้อดีของการปลูกพืชตามหลักการ GAP คือ พืชผักจะสะอาดปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค หากจำหน่ายในเมืองไทย คนไทยก็จะได้ทานของดีมีประโยชน์ หรือถ้าจะส่งออกก็สามารถส่งโรงคัดบรรจุที่ส่งออกผักผลไม้ไปต่างประเทศได้ สร้างชื่อเสียงให้ผักผลไม้ไทยว่ามีคุณภาพสูง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการ

ช่องทางการตลาดในยุโรป

             มี 2 ช่องทางหลักๆ ช่องทางแรก คือ การจำหน่ายในร้านชำซึ่งจำหน่ายผักผลไม้ให้ร้านอาหารไทย รวมทั้งผู้บริโภคโดยทั่วไป และช่องทางที่สอง คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งมีสาขากระจายหลายแห่ง การส่งออกพืชผักไปร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ประเภทนี้ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ร้านค้าปลีกเหล่านี้กำหนดเพิ่มเติมจากหลักการ GAP ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขึ้นและจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น

            ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของผักผลไม้ไทยในตลาดยุโรป คือ ต้นทุนในการขนส่ง เนื่องจากผักผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย จึงทำให้การขนส่งทางอากาศเป็นวิธีการขนส่งที่ดีที่สุด แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ราคาผักผลไม้ที่จำหน่ายในต่างประเทศแพงตามไปด้วย ซึ่งบางครั้งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเมื่อเปรียบเทียบกับผักผลไม้เมืองร้อนที่มาจากประเทศที่ใกล้ยุโรปมากกว่า อาทิ จากประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน

 

ที่มา : กระทรวงการต่างประเทศ

 

กรณีที่ท่านต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสอบถามปัญหาของการนำเข้าและส่งออกสินค้า สามารถติดต่อสอบถาม 
รายละเอียดได้ที่ โทร.081-1735745 Email : admin@gfreight.co.th  เรา
ยินดีที่จะให้คำปรึกษาบริการตอบปัญหาต่างๆโดยผู้ชำนาญการด้วยความเต็มใจ.

Main Contact Us Form

Visitors: 65,323